คาถา

คาถา

คาถา คืออะไร ความเชื่อเรื่องคาถาอาคมของคนไทยและความเป็นมา

คาถา คือ ความหมายของคำว่าคาถา และคาถาอาคม ในความหมายปัจจุบัน คือ การใช้คาถาให้ศักดิ์สิทธิ์ โดยการสวด เพื่อสร้างกระแสจิตบทสวดต่างๆ ได้แก่ บทสวดชินบัญชร เมตตามหานิยม คาถาคงกระพัน คาถาแคล้วคลาด การแผ่ส่วนกุศล , คาถาแผ่เมตตา, คาถากันร้ายหัวใจของคาถาต่างๆ คาถาบูชาพระเจ้า, คาถาบูชาพระ

ซึ่งคาถาต่างๆ เป็นคาถาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ในอดีตผู้คนสามารถใช้คาถาต่างๆได้สำเร็จมาก เพราะมีความสำคัญมากในด้านความเชื่อความศรัทธาและความจริง การอ่านออกเสียง หรือการออกเสียงอักขระ อาจมีความแตกต่างกันบ้าง ที่สำคัญคือ มีความมั่นใจและมีสมาธิมากขึ้น ตัวอย่างเช่น บทสวดธรรมดา การออกเสียงของภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จะแตกต่างกัน แต่ทำไมพวกเขาถึงศักดิ์สิทธิ์? เพราะความมุ่งมั่น ไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับครูที่สอนและสอนที่นั่น

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องท่องให้จำ จะต้องชำระหัวใจ ให้อาบน้ำล้างสิ่งโสโครกเสียก่อน จากนั้น นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระ และอย่าลืมขอพร และบารมีท่องง่ายจำให้แม่น และก้มกราบหนังสือนั้น 3 ครั้ง จากนั้น เปิดขึ้นเพื่อท่องจำหนังสือนั้น อย่าเหยียบ อย่าข้าม อย่านั่งหรือนอนทับ ขณะท่องห้ามนอนให้หนังสือปิดหน้าอก จะทำให้ปัญญาเสื่อม

วิธีรับเครดิตฟรี แคปรูป >> เข้าไลน์ >>>ส่งรูปเข้าไลน์แอดhttps://line.me/R/ti/p/%40934iccpj

คาถา

ความเป็นมาของคาถา

คาถาบูชา หรือคาถาอาคม เป็นวิชาอาคมที่ใช้เพื่อให้มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยมี “คาถา” สวด เพื่อสร้างจิตซึ่งแพร่หลายมากในสมัยพุทธศาสนา ก่อนการประสานพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 (การอุปสมบทในระดับตติยภูมิ) และต่อมา ได้มีการผสมผสานศาสนาพุทธและพราหมณ์ในอินเดีย จนกระทั่งมีศาสนาพุทธนิกายตันตระ (ลัทธิทางพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เวทมนตร์คาถาและคาถา) ลัทธิอื่น

ศาสนาพราหมณ์ ในเวลานั้นมีความมั่นคงและอุทิศให้กับไสยศาสตร์มาก มีการใช้เวทมนตร์เป่าเป่าสวดมนต์ และคำนวณเลขยันต์แม้ในศาสนาพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะศาสนาพุทธยังมีปาฏิหาริย์ที่จัดเป็นปาฏิหาริย์สองอย่างคือ

1. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนที่เป็นอัศจรรย์
2. อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์ที่เป็นอัศจรรย์ องค์ประกอบในการสวด มีดังนี้
– อธิฐานจิต คือการที่เราต้องระลึกถึงองค์ท่าน เช่น พระพรหมโดยใช้คาถาสื่อสารไปยังองค์พ่อพรหม บทสวดพระพุทธมนต์จิตใจของเราก็น้อมไปที่พระพุทธเจ้าด้วยจิต ของเราไม่ฟุ้งซ่าน
– กุศลวิบาก คือเราสวดมนต์ให้คนป่วยหาย หรือตั้งใจไปในทางที่ดีและเป็นมงคล และอย่าสวดเพื่ออวด
3.อินทรีย์ คือร่างกายและจิตใจ คือ ร่างกายของเราต้องพร้อมอยู่เสมอ เช่น ไม่หิวไม่ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ และร่างกายไม่เจ็บปวดใด ๆ ถึงจุดที่ฟุ้งซ่านในการอธิษฐาน
สิ่งมีชีวิตภายใน นั่นคือภายในจิตวิญญาณของเรามันต้องประกอบด้วยสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้

จุดแข็ง 5 คือ จุดแข็ง 5 ประการในจิตวิญญาณของเรา

  • ศรัทธา คือความเชื่อที่ว่าคุณสามารถทำความดีได้ ทำชั่วเชื่อว่าการสวดมนต์เชื่อว่าบทสวดของเราส่งผลต่อเราและคนอื่น ๆ ที่เราอยากได้และเชื่อในเทพเจ้าคาถาที่เราสวด
  • วิริยะ คือความพากเพียรมุ่งมั่นหมั่นภาวนา
  • สติ คือความจำและสติ พิจารณาสิ่งที่คุณทำ
  • สมาธิ คือความมุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่ สมาธิมีสองประเภท คือสมาธิและความนิ่ง ด้วยการเคลื่อนไหวสมาธิสิ่งที่เราจะใช้ในการทำสมาธิในการสวดมนต์นี้จะเป็นการเคลื่อนไหวสมาธิ บางครั้ง พนมมือถวายดอกบัวเพลิง แต่ปากของเราก็ท่องคาถาเช่นกัน และนับจำนวนคาถาที่เราสวดถ้าคุณไม่ฝึกสมาธิแบบเคลื่อนไหวคุณจะลืมไปชั่วขณะที่คุณสวดมนต์เสร็จ
  • ปัญญา คือ รู้แจ้งรู้ เกี่ยวกับพระคาถาที่เราสวด
คาถา

อิทธิบาท 4 เป็นหลักแห่งความก้าวหน้า หรือผลสัมฤทธิ์

  • โอกาส คือความพึงพอใจความปรารถนา มีความปรารถนาอยากจะเป็น จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ขึ้นอยู่กับว่าตบะของเราแข็งแกร่งเพียงพอหรือไม่ ถ้าตบะของเราอ่อนแอก็ง่ายที่จะยอมแพ้
  • ความพากเพียร คือความพากเพียร และความพยายามที่จะบรรลุ
  • จิตตะ คือความตั้งใจใส่ใจ และใส่ใจในสิ่งนั้น ๆ แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ แม้ปีศาจจะพยายามปล่อยเราไปเราก็เอาชนะมารได้
  • วิมังสา คือการพิจารณาไตร่ตรองตรวจสอบแก้ไขพัฒนาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

สติปัฏฐาน 4 เป็นที่ตั้งของการระลึกถึง 4 ประการ คือ

1) ร่างกาย คือการพิจารณาถึงความพร้อมของร่างกายการแต่งตัว ฯลฯ
2) ความสงสาร คือความรู้สึกสัมผัส การรับรู้คาถา เทพเจ้าต่างๆ วิธีที่เราสื่อสารกับเทพเจ้า และเทพเจ้าสื่อสารถึงเราและได้รับพลัง
3) จิต เป็นสภาพที่รับรู้อารมณ์ จิตใจนี้สำคัญมาก เราต้องรักษาจิตใจของเรา และรู้จักกำหนดจิต ให้เป็นต่างๆ เช่น บางครั้งเราสวดมนต์ไหว้พระ แต่จิตคิดถึงเรื่องอาหารการกิน คิดถึงแฟน คิดถึงเรื่องต่างๆ เราต้องดึงจิตบังคับให้จิตอยู่ กับสิ่งที่เราสวดมนต์
4) ธรรม คือสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เช่น มีปีติมีปีติ เป็นต้น

ตัวอย่างคาถาต่างๆ

คาถาอุปถัมภ์ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญมาคะตา อิติโพธิ มนุปปัตโต อิติปิโส จะตมะโนนะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู ยะหันตวา ธามัวเมา พุทพาเอา นะโมพุทธายะ (ใช้ท่องก่อนออกจากบ้าน จะทำให้เจ้านายสงสาร ช่วยเหลืออุปถ้มภ์ดี )

คาถาเอ็นดู วิชชาจะระณะสัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ปิยะเทวะมนุสสานัง ปิโยพรหมานะ มุตตะโม ปิโยนาคะ สุปัณณานัง ปิณินทะริยัง นะมามิหัง นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู (ให้ท่องคาถาก่อนไปพบผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดความรักใคร่เอ็นดู )

คาถากันปืน นะอุ เออัด อุทธังพะลังเสยยัด อะอัดนะ นัดมัดอัด อุทธะอุตตัมปิ อุตตะรัง อุสุอัสสะปะปิ ภะคะวา อิติปิผิดนะอุทธัง อัทโธ โมโทอัดธังอุด พุทอุทธัง อัทโธ ชาโธอุทธัง อัดยะมิให้ออก นะผิดกาโรโหติ สัมภะโว (ใช้สวดภาวนาตอนที่สถานการณ์คับขัน เพื่อให้แคล้วคลาดจากอาวุธปืน )

ติดต่อเรา

หน้าถัดไปปั้มผู้ติดตาม