สรรพากร

สรรพากร

สรรพากร องค์กรชั้นนำที่จัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใสเป็นธรรม

สรรพากร หน้าที่ของประชาชนในประเทศทุกคน คือ การต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาล เพื่อให้รัฐนำไปเป็นรายได้นำมาพัฒนาประเทศ กรมสรรพากรจึงเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้และฐานการบริโภคภายในประเทศ จากวิสัยทัศน์ของหน่วยงานที่ว่า “องค์กรชั้นนำที่จัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใสเป็นธรรม ด้วยนวัตกรรมและบุคลากรคุณภาพ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง” โดยถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงการคลัง ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2433

สรรพากร

ประวัติการจัดเก็บภาษี

วิวัฒนาการของระบบภาษีของชาติไทย เริ่มต้นจากหลักฐานอ้างอิงในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในยุคสมัยกรุงสุโขทัย โดยคาดว่าการจัดเก็บภาษีอากรน่าจะเป็นวิวัฒนาการจากผลการก่อสร้างราชอาณาจักรในยุคแรกๆ ที่ต้องมีการทำสงครามกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง และเมื่อรบชนะจะมีการกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สิน โดยให้ผู้แพ้ที่อยู่ภายใต้การปกครองส่งเครื่องบรรณาการมามอบให้ ซึ่งลักษณะการได้มาซึ่งรายได้และทรัพย์สินข้างต้นเป็นการนำรายได้จากนอกราชอาณาจักรเข้าในราชอาณาจักร จึงถือเป็นรูปแบบการจัดเก็บภาษีประเภทหนึ่ง

อีกด้านการที่จะให้ราชอาณาจักรมีการปกครองที่เข้มแข็งและพัฒนา จะต้องมีการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศมาทำนุบำรุงประเทศ อาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษีที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน จนกระทั่งต่อมาเมื่อมีการพัฒนาจนมีการนำระบบเงินตรามาใช้ในการแลกเปลี่ยนในราชอาณาจักร ผู้ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานก็จะต้องนำเงินตราที่หาได้มาใช้กับรัฐหรือเจ้าขุนมูลนายเพื่อขอเป็นอิสระในการประกอบอาชีพ อันเป็นก้าวหนึ่งของการเริ่มเป็นระบบการจัดเก็บภาษีอากรในเวลาต่อมา

ประวัติการจัดตั้ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้วางระเบียบกิจการคลังใหม่ จัดตั้งหอรัษฏากรพิพัฒน์ขึ้นในปีพ.ศ. 2416 เพื่อเก็บรายได้ภาษีอากรของแผ่นดินมารวมไว้ที่แห่งเดียวกัน ต่อมาจึงยกเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปีพ.ศ. 2435 และมีการปรับปรุงการภาษีอากรครั้งย่ิงใหญ่ โดยแต่งตั้งข้าหลวงคลังไปประจำทุกจังหวัดและทุกมณฑลเพื่อทำหน้าที่เก็บภาษีอากรจากราษฏรโดยตรงแล้วรวบรวมรายได้ทั้งหมดส่งมารวมไว้ที่กระทรวงการคลัง ทำให้ผลประโยชน์รายได้ของแผ่นดินเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก

The royal family of King Chulalongkorn Rama V has rented a new warehouse building at Ratsadakornpipat Tower in the year. Fri 1873 to collect the daring income of the land to gather in the same place. Later it was raised as the Ministry of the Treasury in the year. 1892, and a large automated trial is carried out, the orders are deposited to every province and all parties to clean up power from the Raja Rajput, and all proceeds are collected to the Ministry of Culture. The income of the land is more than But before

สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรประเภทต่างๆ

ภาษีอากรที่จัดเก็บแต่ละประเภทกำหนดสถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษี และวิธีการเสียภาษีที่แตกต่างกันไป โดยครอบคลุมผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะจัดเก็บจากผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลทั่วไป และหน่วยภาษีที่ได้กำหนดไว้เป็นพิเศษ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จัดเก็บจากนิติบุคคลที่มีรายได้

ผู้ที่เสียภาษีจะต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เพื่อใช้ติดต่อเสียภาษี ตามการบริหารการจัดเก็บภาษีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร นอกจากนี้หากเป็นการประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กฏหมายกำหนดให้บุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ ต้องจ่ายภาษีตามรายได้จริงที่เกิดขึ้นในแต่ละปี เรามีหน้าที่ต้องไปยื่นรายการแสดงรายได้ตามภาษีที่กำหนดโดยมีช่วงเวลาในเดือนมกราคม-มีนาคมของปีถัดไป แต่ก็มีบางกรณีที่กฏหมายกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย

โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะแบ่งได้เป็น 4 สถานะ คือ

1. บุคคลธรรมดา

2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี

4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

5. วิสาหกิจชุมชนตามกฏหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

การเสียภาษีแต่ละอาชีพ

ผู้มีอาชีพที่แตกต่างกันย่อมีการคำนวณภาษีตามกฏหมายตามความเหมาะสมและความยากง่ายที่แตกต่างกันไปด้วย เพื่อความเป็นธรรม โดยมีวิธีการคำนวณเงินได้ 8 ประเภท ดังนี้

เงินได้ประเภทที่ 1 ได้แก่ เงินได้จากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น

– เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ
– เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง
– เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า
– เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ
– เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น มูลค่าของการได้รับประทานอาหาร เป็นต้น 

เงินได้ประเภทที่ 2 ได้แก่ เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็น

– ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด
– เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส
– เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้
– เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน ที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า
– เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ
– เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

เงินได้ประเภทที่ 3 ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้ที่มีลักษณะ เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

เงินได้ประเภทที่ 4 ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ฯลฯ

เงินได้ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น ที่ได้เนื่องจากการผิดสัญญาเช่า หรือผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน

เงินได้ประเภทที่ 6 ได้แก่ เงินได้จากอาชีพอิสระ คือวิชากฏหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

เงินได้ประเภทที่ 7 ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผูรับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ ในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

เงินได้ประเภทที่ 8 ได้แก่ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 แล้ว

หน้าถัดไปNETFLIX แนะนํา